By Santi Ma-Oun - 28 January 2021

รู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจของคุณจำเป็นต้องมีเว็บไซต์ E-commerce เป็นของตัวเองแล้ว

ใช่ว่าธุรกิจออนไลน์ทุกประเภท ทุกขนาดต้องมีเว็บไซต์ e-commerce เป็นของตนเอง ธุรกิจของคุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะสร้างเว็บไซต์ e-commerce วันนี้ hocco จะชวนคุณไปสังเกตธุรกิจออนไลน์ของคุณว่าโตพอที่จะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองแล้ว หรือควรลงขายที่ช่องทางออนไลน์ใดบ้าง

เริ่มสังเกตธุรกิจออนไลน์ของคุณ

Hocco ได้รวมเอาข้อมูลสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาดังต่อไปนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการสร้างเว็บไซต์เพื่อธุรกิจของคุณ

1. จำนวนสินค้า

จำนวนสินค้าของคุณ มีมากพอที่จะต้องขายบนช่องทางของตนเองหรือยัง หากคุณยังมีจำนวน sku ของสินค้าไม่มาก หรือพึ่งเริ่มขายสินค้า ช่องทาง marketplace หรือ social media อาจเป็นช่องทางที่สะดวก เริ่มต้นได้ง่าย รวดเร็ว และลงทุนน้อยกว่า แต่เมื่อใดที่จำนวนสินค้าของคุณเพิ่มมากขึ้น การมีเว็บไซต์ e-commerce ช่วยให้คุณสามารถใส่ข้อมูล รายละเอียดของสินค้าต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน แบบไร้ข้อจำกัด และลูกค้าสามารถกดซื้อได้อย่างสะดวกสบาย ผ่านทางเว็บไซต์ได้เลย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพสูง และมีโอกาสที่ลูกค้าจะพบคุณได้โดยตรงจากการค้นหาบน Google ที่เป็นเครื่องมือการค้นหาอันดับหนึ่ง

2. จำนวนorder

หากคุณมี order ต่อวันมากการพิจารณาสร้างเว็บไซต์ e-commerce ให้กับธุรกิจ เนื่องจากแต่ละออเดอร์มีความซับซ้อน จึงจะดียิ่งขึ้นหากมีฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกในการขาย ไม่ว่าจะเป็นตะกร้าสินค้า ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อและตรวจสอบรายการสั่งซื้อได้ง่ายขึ้น หรือฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของการชำระเงิน ที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายลดความยุ่งยากไปได้ ทั้งนี้ผู็ประกอบการยังต้องเลือกผู้ให้บริการ hosting ที่ได้มาตราฐานเพื่อป้องกันไม้ให้เว็บล่ม และพลาดโอกาสสำคัญในการขายในแต่ละออเดอร์

3. Identity ของธุรกิจคุณ

เว็บไซต์ของธุรกิจทุกประเภท สามารถแสดงออกถึง Identity ของธุรกิจคุณ ได้อย่างชัดเจน ช่วยให้แบรนด์แตกต่างจากคู่แข่ง จดจำง่าย และเว็บไซต์ที่ดียังทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือ และโดดเด่นจากคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน อีกกทั้งยังสร้างความประทับใจต่อลูกค้า หรือผู็ใช้งานบนเว็บไซต์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการสร้างยอดขาย และนำไปสู่การมีฐานลูกค้าประจำ ที่ซื้อสินค้าซ้ำ หรือแนะนำต่อให้ผู้อื่น ดังนั้นจึงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเว็บไซต์เป็นตัวช่วยสร้างการรับรู้ในแบรนด์ได้ดีมาก

4. ต้องการลงทุนกับ online marketing มากขึ้น

หากคุณคิดจะลงทุนบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อทำการตลาด (online marketing) โปรโมทสินค้าหรือธุรกิจ การพิจารณาสร้างเว็บไซต์ e-commerce ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

สังเกตธุรกิจคู่แข่ง

เมื่อคู่แข่งธุรกิจของคุณเริ่มเปลี่ยนช่องทางการขาย… เมื่อมีการแย่งลูกค้า หรือกลุ่มลูกค้าจากธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการแบบเดียวกัน เว็บไซต์ e-commerce จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ธุรกิจใช้ ซึ่งหากคู่แข่งของคุณมีเว็บไซต์ e-commerce ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งาน มีภาพลักษณ์ที่ดี และน่าเชื่อถือกว่า ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะหันไปซื้อสินค้าของคู่แข่ง มากกว่าหากแบรนด์ของคุณไม่มีเว็บไซต์ ดังนั้นการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผู้ประกอบการควรศึกษาคู่แข่ง รู้เขารู้เราเพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจของคุณเอง

ปรับเปลี่ยนไปตามขนาดของธุรกิจของคุณ

สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีงบประมาณจำกัด เว็บไซต์ e-commerce ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่สุดที่คุณต้องคิดถึง เนื่องจากธุรกิจของคุณยังไม่จำเป็นต้องมี สามารถสร้างร้านบน marketplace หรือลงขายบนช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ที่มีฐานผู้ติดตามอยู่แล้ว เพราะการเป็นธุรกิจเล็ก ๆ หรือพึ่งเริ่มต้นใหม่ จะมีคนรู้จักน้อย ดังนั้นโอกาสที่ลูกค้าจะพบเว็บไซต์ของคุณ และทำการซื้อก็น้อยตามไปด้วย

ธุรกิจขนาดกลาง ที่มีจำนวน SKU สินค้ายังไม่มาก แต่ข้อมูลสินค้าที่อยากแนะนำ ให้ลูกค้าทราบ รวมถึงประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสินค้า หรือแบรนด์เองก็ดี แนะนำให้สร้างเป็นเว็บ information เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลที่น่าสนใจเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่มา ของแบรนด์ ความพิเศษของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และมีช่องทางการขายผ่านการแชท หรือติดต่อกับผู้ขายได้โดยตรง

ธุรกิจขนาดใหญ่ เราแนะนำให้มี เว็บไซต์ e-commerce เป็นของตัวเอง เนื่องจากความหลากหลายของสินค้า ข้อมูลที่ซับซ้อน และออเดอร์ที่มากขึ้น ทำให้ผู้ขายจำเป็นต้องพึ่งโปรแกรมอำนวยความสะดวกในการขาย ที่มีครบถ้วนบนเว็บไซต์ e-commerce เพื่อนำเวลาไปดูแล บริหารจัดการในส่วนอื่น ๆ ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ของคุณเติบโตต่อไปบนช่องทางออนไลน์อย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้คนจากทั่วโลก ได้เข้าถึงแบรนด์ผ่านเว็บไซต์ ที่มีความน่าเชื่อถือ และประโยชน์ต่อแบรนด์ในด้านอื่น ๆ

ทำไมธุรกิจขนาดใหญ่ต้องมี เว็บไซต์ e-commerce เป็นของตัวเอง

1. แสดง identity ของธุรกิจได้ชัดเจน

เว็บไซต์ e-commerce สามารถสร้าง ภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูมั่นคง น่าเชื่อถือ และแสดง identity ของธุรกิจได้ชัดเจน ยิ่งหากเว็บไซต์ถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม ก็จะยิ่งช่วยให้แบรนด์ดูดีได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สามารถจัดการแบรนด์ได้ดีกว่า

2. รองรับ seo

เว็บไซต์ e-commerce ที่รองรับ seo (search engine optimization) เปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลก สามารถเข้าถึงแบรนด์ของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งหากเว็บไซต์ของคุณติดอันดับ หรือหน้าแรกของการค้นหาแล้ว ก็มีโอกาสที่ลูกค้าที่สนใจสินค้าของคุณ ที่ค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง กดเข้าไปในเว็บไซต์ และทำการซื้อได้ในที่สุด

3. สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอื่นอย่างไรก็ได้

เมื่อมีเว็บไซต์ที่เป็นแพลตฟอร์มหลักของธุรกิจของคุณเอง ก็สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ เพื่อความสะดวกสบายในการแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือเชื่อมต่อเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่มาจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ สามารถเข้ามาซื้อสินค้าได้โดยตรงจากช่องทางหลักของคุณเอง

4. คุ้มค่ากว่า

ถึงแม้ว่าการสร้างเว็บไซต์จะเป็นการลงทุนที่มีราคาสูง หรือผู้ประกอบการเองมองว่าแพงกว่าการใช้ช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ในการขายสินค้า แต่รู้หรือไม่ว่า คุ้มกว่าในระยะยาวแน่นอน เนื่องจากการสร้างเว็บไซต์นั้นสร้างเพื่อเป็นช่องทางที่คุณเองมีสิทธิทุกอย่าง เป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ เปรียบเสมือนมีหน้าร้านที่เป็นของตัวเองจริง ๆ ไม่ต้องเสียค่า คอมมิชชั่น และไม่ต้องกังวลกับความไม่แน่นอนในอนาคตหากต้องพึ่งพาช่องทางอื่น ๆ

5. สร้างกำไรได้ดีกว่า

เมื่อขายในร้านตัวเอง (บนเว็บไซต์ e-commerce ของคุณ) ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใด ๆ ให้กับเว็บ Marketplace อื่น ๆ และสามารถจัทำโปรโมชั่น หรือออกแบบการขายได้อย่างอิสระ ไม่มีคู่แข่งที่ต้องต่อสู้กันด้วยสงครามราคา ทำให้มีโอกาสได้กำไรมากขึ้น และขายสินค้าได้สะดวกสบายขึ้นอีกด้วย

6. มีข้อมูลลูกค้าเป็นของตัวเอง

ข้อมูลของลูกค้ามีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขายออนไลน์ เนื่องจากการทำกิจกรรมใด ๆ บนเว็บไซต์ส่วนใหญ่ จะมีการเก็บข้อมูลลูกค้าเอาไว้ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมหาศาล เนื่องจากข้อมูลของลูกค้าสามารถช่วยในการวางแผนการดำเนินธุรกิจ เป็นไปได้ง่ายขึ้น แม่นยำ และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง และยังสามารถนำไปใช้ในการช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ได้อีกด้วยด้วย

0 Comment