ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันเว็บไซต์สำหรับขายของ หรือ เว็บไซต์ E-Commerce กลายเป็นเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกธุรกิจ เพราะสามารถช่วยผลักดันยอดขาย ขยายตลาด ทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่าย และด้วยเหตุนี้ทำให้เจ้าของกิจการทั้งหลายต้องปรับตัวมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์
ในบทความนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับคุณสมบัติที่เว็บไซต์ E-Commerce เว็บขายของออนไลน์ ควรมี สำหรับใครที่มีแพลนจะทำเว็บหรือจะเป็นผู้ที่มีเว็บของตัวเองอยู่แล้ว แต่อยากปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (Customer Experince) ให้ดียิ่งขึ้น ห้ามบทความนี้!
รู้จักกับเว็บ E-Commerce
เว็บไซต์ E-Commerce (อีคอมเมิร์ซ) คือ พื้นที่สำหรับธุรกิจที่ต้องการขายสินค้าหรือบริการบนโลกออนไลน์ โดยเว็บไซต์ E-Commerce ถือเป็นหัวใจหลักของหลายธุรกิจและเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้ยอดขายของธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเว็บไซต์ E-Commerce ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดี เช่น Shopee , Lazada , Nocnoc , Big C Online เป็นต้น
ประเภทของเว็บ E-Commerce
ในปัจจุบันสามารถแบ่งประเภทของเว็บ E-Commerce ออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
1. B2C (Business to Consumer)
คือธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการให้กับผู้บริโภคโดยตรง ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ต่างๆ เช่น Lazada, Shopee, Amazon หรือเว็บไซต์ของแบรนด์ต่างๆ ที่ขายสินค้าออนไลน์
2. B2B (Business to Business)
คือธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการให้กับธุรกิจอื่นๆ เช่น Alibaba หรือ TradeIndia ที่เป็นแพลตฟอร์มการค้าระหว่างธุรกิจ ซึ่งผู้ค้าสามารถซื้อสินค้าในปริมาณมากเพื่อไปจำหน่ายต่อหรือใช้ในกระบวนการผลิต
3. C2C (Consumer to Consumer)
คือการทำธุรกรรมระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน เช่น เว็บไซต์ eBay, Facebook Marketplace, หรือ Carousell ที่ผู้ใช้งานสามารถขายสินค้ามือสองให้กับผู้บริโภคคนอื่นๆ ได้
4. C2B (Consumer to Business)
คือการที่ผู้บริโภคเสนอสินค้าหรือบริการให้กับธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Upwork, Freelancer หรือ Fiverr ซึ่งผู้คนสามารถเสนอบริการต่างๆ (เช่น งานออกแบบ, การเขียน, การพัฒนาเว็บไซต์) ให้กับธุรกิจที่ต้องการจ้างงาน
เว็บ E-Commerce สำคัญอย่างไร ?
ด้วยพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคที่เริ่มหันมาจับจ่ายใช้สอยผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้เว็บ E-Commerce มีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก และนี้คือเหตุผลว่าทำไมธุรกิจในปัจจุบันควรมีเว็บ E-Commerce เป็นของตัวเอง
1. เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น
การมีเว็บไซต์ E-Commerce ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ การขยายตลาดไปยังต่างประเทศหรือในพื้นที่ห่างไกลจากร้านค้าจริงๆ เป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว
2. ลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
การขายสินค้าออนไลน์ช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนการดำเนินงาน เช่น ค่าเช่าร้าน, ค่าพนักงาน, ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของร้านค้าหรือสำนักงาน
3. สามารถทำการตลาดได้หลากหลาย
ธุรกิจสามารถใช้เว็บไซต์ E-Commerce เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดออนไลน์ เช่น การใช้ SEO (Search Engine Optimization), การโฆษณาผ่าน Google Ads หรือ Social Media Ads เช่น Facebook, Instagram ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมได้ง่ายและประหยัดต้นทุน
4. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)
เว็บไซต์ E-Commerce ช่วยให้ธุรกิจสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าได้มากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม วิธีการชำระเงินที่ลูกค้าชอบใช้ และข้อมูลทางประชากรศาสตร์ของลูกค้า และเมื่อคุณได้ Customer Insight เหล่านี้แล้ว ก้สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดและการขายให้เหมาะสมกับตลาดในช่วงเวลานั้น ๆ
5. การแข่งขันที่เป็นธรรมและมีโอกาสสูงขึ้น
ในโลกออนไลน์ การแข่งขันกับธุรกิจอื่นๆ เป็นไปอย่างโปร่งใสและมีโอกาสในการแข่งขันสูง ธุรกิจขนาดเล็กหรือเริ่มต้นสามารถตั้งร้านค้าออนไลน์และแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนมากเหมือนการเปิดร้านค้าจริง
6. การขยายช่องทางรายได้
เว็บไซต์ E-Commerce เปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถสร้างช่องทางรายได้ใหม่ๆ นอกจากการขายสินค้า เช่น การให้บริการแบบสมัครสมาชิก (Subscription Services), การขายสินค้าดิจิทัล (เช่น e-books, ซอฟต์แวร์) หรือการร่วมเป็นพันธมิตรกับธุรกิจอื่นๆ ในการทำ Affiliate Marketing
7. ความสะดวกสบายในการซื้อขาย
เว็บไซต์ E-Commerce ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านหรือไปยังร้านค้า
ผู้ที่สนใจสร้างเว็บ E-Commerce สำหรับธุรกิจ สามารถติดต่อ Hocco เรามีบริการรับสร้างเว็บไซต์ E-Commerce โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมให้คำปรึกษาและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและเหมาะสมมากที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ + แปะแบนเนอร์
9 คุณสมบัติที่เว็บ E-Commerce เว็บขายของออนไลน์ต้องมี
เว็บ E-Commerce ที่ดีจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน ทำให้เกิดความพึงพอใจและช่วยให้กลับมาใช้งานซ้ำ หรืออาจจะถึงขั้นบอกต่อกับคนรอบข้าง ซึ่งเว็บ E-Commerce ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. การออกแบบที่ใช้งานง่าย (User-Friendly Interface)
อย่างแรกที่เว็บไซต์ E-Commerce ควรมี คือ การออกแบบที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้สะดวก ไม่ซับซ้อน ไม่สร้างความสับสนให้กับผู้ใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสินค้า เลือกซื้อสินค้า และทำการชำระเงินได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ควรคำนึงถึงการแสดงผลในมือถือหรือแท็บเล็ต (Responsive Design) ที่ใช้งานได้ดีทั้งในอุปกรณ์พกพาและคอมพิวเตอร์อีกด้วย
2. ระบบค้นหาสินค้า (Search Functionality)
ระบบค้นหาที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้ลูกค้าค้นหาสินค้าที่ต้องการได้ง่ายและรวดเร็ว ด้วยการกรองข้อมูล (Filters) เช่น หมวดหมู่ ราคา ยี่ห้อ ขนาด สี หรือคุณสมบัติของสินค้า และการค้นหาที่สามารถจับคำพิมพ์ผิดหรือคำที่เกี่ยวข้องได้อย่างแม่นยำ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งานตัดสินใจซื้อสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
3. อัปเดตคลังสินค้าและรายละเอียดสินค้าให้เป็นปัจจุบัน
เว็บ E-Commerce ที่ดีควรมีระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่ทันสมัย โดยการแสดงข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วน เช่น ชื่อสินค้า รายละเอียด ราคา ภาพถ่ายที่ชัดเจน ขนาด สี และสถานะสินค้าที่มีในระบบคลังสินค้า เช่น สินค้ามีหรือสินค้าหมด เพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
4.ระบบชำระเงินที่ปลอดภัยและหลากหลาย (Secure and Multiple Payment Options)
ควรมีระบบการชำระเงินที่ปลอดภัย เช่น การใช้ SSL Encryption เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลการชำระเงิน และควรมีหลายช่องทางการชำระให้ลูกค้าเลือกได้ตามความสะดวก เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร บัตรเครดิต/เดบิต PayPal การสแกนQR Code การจ่ายผ่านบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-wallets) หรือแม้กระทั่งการชำระเงินปลายทาง (Cash on Delivery)
5.เพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยรีวิวและคะแนนจากลูกค้า (Customer Reviews and Ratings)
การแสดงข้อความและรูป รีวิวและคะแนนจากลูกค้าคนก่อนๆ สามารถช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าหรือบริการได้ โดยผู้ซื้อสามารถอ่านความคิดเห็นของลูกค้าก่อนหน้าที่เกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าและบริการได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ
6. ระบบการจัดส่ง (Shipping and Delivery System)
ควรมีความชัดเจนในเรื่องของตัวเลือกการจัดส่ง ค่าขนส่ง และระยะเวลาการจัดส่ง โดยเว็บไซต์ควรแสดงข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการจัดส่งที่ต่างกัน เช่น ส่งด่วน ส่งปกติ หรือบริการจัดส่งฟรี (Free Shipping) รวมถึงการติดตามสถานะการจัดส่ง (Order Tracking) ที่สามารถตรวจสอบได้ทันที
7. ความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security and Privacy)
เว็บไซต์ E-Commerce ทุกเว็บไซต์ต้องมีการปกป้องข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการเงินของลูกค้าให้ปลอดภัย ด้วยการใช้มาตรการความปลอดภัยต่างๆ เช่น การเข้ารหัส SSL, การเก็บข้อมูลที่ไม่ระบุตัวตน (Anonymous Data) และจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่าง PDPA
8.นโยบายการคืนสินค้า (Return Policy and Customer Support)
การมีนโยบายการคืนสินค้าที่ชัดเจนและยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า โดยลูกค้าควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการคืนสินค้าและระยะเวลาที่สามารถทำได้ รวมถึงการให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โทรศัพท์ อีเมล แชทสด หรือการใช้บอทตอบคำถาม (Chatbots) ที่สามารถให้คำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง
9. จัดโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการตลาด (Marketing and Promotions Support)
การจัดโปรโมชั่นและแคมเปญในช่วงวันสำคัญต่าง ๆ เช่น การเสนอส่วนลด คูปอง หรือโปรโมชันพิเศษในช่วงเทศกาล สามารถช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้คุณยังสามารถจัดแสดงได้อย่างชัดเจนและง่ายดาย เช่น การมีส่วนลดสำหรับสมาชิก การแจกคูปองหรือโค้ดส่วนลดในการชำระเงิน หรือการทำโปรโมชั่นการซื้อสินค้าชิ้นที่สองในราคาลดพิเศษ (Cross-selling/Up-selling)
เพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจออนไลน์ สร้างเว็บ E-Commerce กับ Hocco
สร้างเว็บไซต์ E-Commerce ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณกับ Hocco เราเป็นบริษัทที่รับทำเว็บไซต์ E-Commerce และสร้างแอปพลิเคชัน และระบบหลังบ้านโดยเฉพาะ รวมทั้งยังช่วยในเรื่องการวิเคราะห์และทำความเข้าใจธุรกิจ ตลอดจนการวางแผน ออกแบบ และปรับแต่งเว็บไซต์ หน้าเพจให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ พร้อมทั้งทีมงาน Support ที่จะช่วยเหลือธุรกิจของคุณให้สามารถทำยอดขายและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ E-mail : hello@hocco.co หรือโทร. 064-6166426, 084-7332417
0 Comment